ค้นหา
ค้นหา

ฟิลเลอร์ Neuramis 5,990.-/cc แอดไลน์เลย!

ผิวแห้ง หน้าแห้ง ขาดวิตามินอะไร?

เช็คด่วน! ผิวแห้ง หน้าแห้ง ขาดวิตามินอะไร? พร้อมเคล็ดลับฟื้นฟูผิวให้กลับมาสุขภาพดี

อาการผิวแห้ง และหน้าแห้ง อาจมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น สภาพแวดล้อม การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสมกับประเภทผิว วันนี้หมอจะพาไล่ตั้งแต่สาเหตุของหน้าแห้งว่าเกิดจากสาเหตุอะไร ขาดวิตามินอะไร? แล้วเราสามารถเติมเต็มวิตามินให้ผิวกลับมาสุขภาพดีได้อย่างไร มาหาคำตอบกันได้ที่บทความนี้ค่ะ

ผิวหน้าแห้งมาก เกิดจากอะไร?

ปัญหาผิวแห้งเกิดจากการเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) เสียสมดุล ทำให้ผิวกักเก็บน้ำได้น้อยลง ซึ่งมีหลายสาเหตุร่วมกัน
  • สภาพแวดล้อม เช่น แอร์ แดด หรืออากาศแห้ง ทำให้ผิวสูญเสียน้ำมากกว่าปกติ
  • ใช้สกินแคร์แรงเกิน เช่น กรดผลัดผิว แอลกอฮอล์ หรือโฟมล้างหน้าที่ล้างจนผิวเอี๊ยด
  • พักผ่อนน้อย ดื่มน้ำน้อย ส่งผลต่อระบบฟื้นฟูผิว
  • ขาดวิตามินที่จำเป็นต่อผิว เช่น วิตามิน C, B, E
โดยปกติผิวจะมีระบบกักเก็บน้ำตามธรรมชาติ แต่ถ้าปัจจัยเหล่านี้สะสม ผิวจะเริ่มแห้ง ลอก และไวต่อการระคายเคืองมากขึ้น ซึ่งแต่ละคนจะรุนแรงไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวเดิมค่ะ

หน้าแห้งลอก เป็นขุย แก้ยังไง?

หลายคนมักใช้วิธีทาครีมเพื่อแก้ปัญหา แต่ในความเป็นจริงแล้วการทาครีมเป็นเพียงหนึ่งขั้นตอนเท่านั้น ซึ่งปัญหาหน้าแห้งจำเป็นการแก้ไปทีละขั้นตอนดังนี้ค่ะ
  • หยุดพักสกินแคร์ที่ระคายเคืองก่อนชั่วคราว ให้หยุดใช้ AHA, BHA หรือ Retinol ไว้ก่อน เพื่อให้ผิวได้ฟื้นฟู Skin Barrier กลับมาก่อนค่ะ
  • เติมความชุ่มชื้นแบบ layered ใช้ hydrating toner ก่อน แล้วตามด้วย moisturizer ที่มีส่วนผสมของ Hyaluronic Acid หรือ Ceramide เพื่อล็อกความชุ่มชื้นให้อยู่กับผิวได้นานขึ้นค่ะ
  • เพิ่มน้ำให้ร่างกาย ดื่มน้ำให้ได้ประมาณ 1.5–2 ลิตรต่อวัน ช่วยให้ผิวฟื้นตัวได้เร็วขึ้นจากภายในค่ะ
  • เสริมวิตามิน ทั้งจากอาหาร หรือวิตามินเสริม เพื่อช่วยฟื้นฟูจากภายใน
โดยทั่วไปถ้าดูแลถูกต้อง อาการลอกจะดีขึ้นใน 5–7 วัน แต่ถ้าเป็นเรื้อรังหรือเป็นหนัก ควรให้แพทย์ประเมินเพิ่มเติมค่ะ

หน้าแห้งลอก เป็นขุย แก้ยังไง?

ตามที่กล่าวไปในหัวข้อก่อนหน้า อีกหนึ่งวิธีแก้ปัญหาหน้าแห้ง ลอกเป็นขุย คือการตรวจสอบว่าสกินแคร์ที่ใช้อยู่มีตัวไหนเป็นต้นเหตุหรือไม่ โดยควรหยุดใช้ผลิตภัณฑ์บางประเภทก่อน เพื่อไม่ให้ผิวแห้งและระคายเคืองมากขึ้น ได้แก่
  • โฟมล้างหน้าที่มี SLS สูง ทำความสะอาดได้แรงเกินไป จนพาเอาความชุ่มชื้นออกไปด้วย ผิวเลยรู้สึกแห้งตึงหลังล้างหน้าค่ะ
  • สกินแคร์ที่มีแอลกอฮอล์สูง แอลกอฮอล์ทำให้น้ำระเหยออกจากผิวเร็วขึ้น ยิ่งใช้ยิ่งแห้ง แม้บางตัวจะรู้สึกซึมเร็วและสดชื่นในตอนแรกก็ตามค่ะ
  • กรดผลัดผิวแรงเกิน เช่น AHA/BHA ถ้าใช้บ่อยเกินไปในช่วงที่ผิวแห้ง จะยิ่งทำให้ barrier พังและระคายเคืองมากขึ้นค่ะ
  • เรตินอลเข้มข้น โดยไม่มี moisturizer รองรับ เรตินอลแรงโดยไม่มีตัวช่วยล็อกความชุ่มชื้น จะทำให้ผิวลอกและแห้งหนักขึ้นได้ค่ะ
หลักคิดง่าย ๆ คือ ถ้าใช้แล้วรู้สึก แสบ ตึง หรือลอก นั่นคือสัญญาณว่า skin barrier ยังไม่พร้อม ต้องพักผิวก่อนแล้วค่อยกลับมาใช้ใหม่นะคะ

ครีมอะไรเหมาะกับคนหน้าแห้ง?

สำหรับคนที่มีปัญหาผิวแห้ง การเลือกครีมที่ใช่ถือเป็นหัวใจสำคัญเลยค่ะ โดยหลักการง่าย ๆ คือควรเลือกครีมที่เน้น “เติมน้ำ + ล็อกน้ำ + ฟื้นฟูผิว” ไปพร้อมกัน ไม่ใช่แค่ทาให้รู้สึกชุ่มในช่วงแรกแล้วกลับมาแห้งอีก
  • Hyaluronic Acid เติมน้ำให้ผิวจากภายใน เป็นส่วนผสมที่ช่วยอุ้มน้ำ ทำให้ผิวดูอิ่มน้ำ นุ่ม และเปล่งปลั่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ควรใช้ร่วมกับมอยส์เจอร์ไรเซอร์เพื่อช่วยล็อกความชุ่มชื้นไม่ให้ระเหยออกจากผิวค่ะ
  • Ceramide ซ่อม skin barrier ช่วยเสริมโครงสร้างผิวที่เสียหายให้แข็งแรงขึ้น ลดการสูญเสียน้ำออกจากผิว เหมาะมากสำหรับคนที่ผิวแห้งจนรู้สึกตึงหรือลอก
  • Glycerin รักษาความชุ่มชื้นให้คงอยู่ เป็นตัวดึงดูดน้ำที่ช่วยให้ผิวอิ่มน้ำและชุ่มชื้นยาวนานขึ้น หาได้ง่าย ราคาไม่แพง แต่มีประสิทธิภาพสูง
  • Niacinamide ฟื้นฟูและเสริมความแข็งแรง ช่วยลดการอักเสบ เสริม barrier ให้แข็งแรง และยังช่วยปรับสีผิวให้สม่ำเสมอได้ในระยะยาว
สัญญาณการขาดวิตามิน

ผิวหน้าแห้ง ขาดวิตามินอะไร?

หากใครที่อยากแก้ปัญหาผิวหน้าแห้งให้ผิวมีสุขภาพดีจากภายใน การบำรุงด้วยวิตามินก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามเลยค่ะ
อย่างไรก็ตามปัญหาผิวแห้ง หน้าแห้ง ไม่ได้เกิดจากการขาดวิตามินเพียงชนิดเดียว แต่มักเกิดจากการขาดวิตามินหลายชนิดที่มีบทบาทสำคัญในการรักษาความชุ่มชื้นของผิวพร้อมกันค่ะ โดยคนที่มีปัญหาผิวแห้งส่วนใหญ่มักขาดวิตามิน A, C, E และวิตามินกลุ่ม B ซึ่งวิตามินแต่ละชนิดมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันดังนี้ค่ะ
  • วิตามิน C ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนและลดอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวแข็งแรงขึ้นและดูสดใสขึ้น
  • วิตามิน B รวม เช่น B3, B5, B6 มีบทบาทเรื่องการฟื้นฟูผิว ลดการอักเสบ และช่วยให้ผิวเก็บน้ำได้ดีขึ้น
  • วิตามิน E ช่วยเคลือบและลดการสูญเสียน้ำในผิว ทำให้ผิวนุ่มขึ้น
  • วิตามิน A ช่วยเรื่องการผลัดเซลล์ผิว แต่ถ้าขาดหรือใช้ไม่เหมาะสม อาจทำให้ผิวแห้งได้
โดยรวมแล้วปัญหาผิวแห้งมักไม่ได้เกิดจากการขาดวิตามินเพียงชนิดเดียว แต่เป็นการขาดวิตามินหลายชนิดร่วมกัน ซึ่งล้วนมีบทบาทในการช่วยให้ผิวคงความชุ่มชื้น ดังนั้นการฟื้นฟูผิวให้กลับมาสุขภาพดี ควรดูแลทั้งด้านโภชนาการและการบำรุงผิวควบคู่กันค่ะ
แหล่งวิตามิน

โปรแกรมดริปวิตามินดีกว่ากินวิตามินจริงหรือไม่

การเลือกคลินิกสำหรับโปรแกรมดริปวิตามินผิวนั้น สิ่งที่สำคัญคือมาตรฐานและความน่าเชื่อถือของคลินิกนั้น ๆ ค่ะ เพราะการดริปวิตามินเป็นการนำวิตามินเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง หากคลินิกไม่ได้มาตรฐาน อาจเกิดผลข้างเคียงได้ มีปัจจัยหลักที่ควรพิจารณาดังนี้ค่ะ
  • มีแพทย์เป็นผู้ประเมินก่อนทำทุกครั้ง คลินิกที่ดีจะต้องมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ประเมินสภาพร่างกายและความพร้อมของผู้รับบริการก่อนเสมอ เพราะแต่ละคนมีสภาพร่างกายและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน การประเมินโดยแพทย์จึงช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยได้มากขึ้นค่ะ
  • ควรเลือกคลินิกที่มีใบอนุญาต สถานพยาบาลที่มีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายจะต้องผ่านการตรวจสอบและรับรอง ซึ่งมีใบอนุญาตเป็นหลักประกันว่าคลินิกหรือโรงพยาบาลนั้นดำเนินการภายใต้มาตรฐานทางการแพทย์ที่กำหนดไว้
  • มีการออกแบบสูตรตามสภาพผิวของแต่ละบุคคล คลินิกที่ดีจะเลือกสูตรที่เหมาะสมกับสภาพผิวและความต้องการเฉพาะของแต่ละบุคคล เพราะแม้จะเป็นโปรแกรมดริปวิตามินผิวเหมือนกัน แต่ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันได้ ขึ้นอยู่กับสูตรที่ใช้และการวินิจฉัยของแพทย์ค่ะ
ดริปวิตามินผิวขาวที่ MEGA CLINIC

สูตรโปรแกรมฉีดวิตามินผิวของ MEGA CLINIC ครั้งละเท่าไหร่?

  • 1 กระปุก 1,900 บาท
  • 3 กระปุก 3,999 บาท
  • 5 กระปุก 5,999 บาท
  • 10 กระปุก 9,999 บาท
  • 15 กระปุก 14,999 บาท
  • 26 กระปุก 19,999 บาท
โปรแกรมดริปวิตามินผิวเข้มข้น ซื้อโปรใหญ่เก็บไว้แบ่งฉีด คุ้มกว่า หารเพื่อนได้
สูตรวิตามินผิว MEGA CLINIC ราคาเท่าไหร่

นอกจากโปรแกรมดริปวิตามินผิว หน้าแห้งทำหัตถการอะไรได้อีกบ้าง?

สำหรับคนที่ดูแลผิวด้วยตัวเองมาสักระยะแล้วแต่อาการยังไม่ดีขึ้น การทำหัตถการกับแพทย์อาจเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์กว่าค่ะ เพราะหัตถการเหล่านี้ช่วยฟื้นฟูผิวได้ในระดับที่ลึกกว่าการบำรุงด้วยตัวเอง โดยหัตถการที่นิยมสำหรับผิวแห้งมีดังนี้ค่ะ

โปรแกรม Rejuran ซ่อมแซมผิวระดับโครงสร้าง

โปรแกรม Rejuran เป็นหัตถการที่ใช้ PDRN ซึ่งสกัดจาก DNA ของปลาแซลมอน ช่วยกระตุ้นการฟื้นฟูเซลล์ผิวจากภายใน ทำให้ผิวแข็งแรงขึ้น หนาขึ้น และยืดหยุ่นดีขึ้น เหมาะสำหรับคนที่ผิวแห้งเพราะผิวบาง

ผลลัพธ์หลังโปรแกรมฉีด Rejuran

โปรแกรม Skinvive เติมความชุ่มชื้นโดยตรง

โปรแกรม Skinvive เป็นการเติม Hyaluronic Acid เข้าสู่ชั้นผิวโดยตรง ต่างจากการทาครีมที่ออกฤทธิ์เพียงชั้นผิวด้านนอก ทำให้ผิวได้รับความชุ่มชื้นอย่างเต็มที่และรู้สึกฉ่ำขึ้นได้เร็วกว่า เหมาะสำหรับคนที่ผิวขาดน้ำและต้องการผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัด

ผลลัพธ์หลังโปรแกรมฉีด Skinvive

ทั้งนี้ การเลือกหัตถการที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับสาเหตุที่แท้จริงของผิวแต่ละคนค่ะ เพราะผิวแห้งในแต่ละคนอาจมีที่มาต่างกัน บางคนแห้งเพราะผิวบาง บางคนแห้งเพราะขาดน้ำ หรือบางคนอาจเกิดจากทั้งสองสาเหตุร่วมกัน ดังนั้นการปรึกษาแพทย์เพื่อวิเคราะห์และวางแผนการรักษาที่เหมาะกับสภาพผิวจริง ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดค่ะ

FAQ: ผิวหน้าแห้ง ขาดวิตามินอะไร เกิดจากอะไร ใช้อะไรดี และต้องแก้ยังไงให้ผิวกลับมาชุ่มชื้น

Q: ผิวหน้าแห้งมาก ขาดวิตามินอะไร?

A: ผิวแห้งมักเกี่ยวข้องกับการขาดวิตามิน C, B และ E ค่ะ โดยวิตามิน C ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและเสริมความแข็งแรงให้ผิว วิตามิน E ช่วยปกป้องผิวจากอนุมูลอิสระและรักษาความชุ่มชื้น ส่วนวิตามิน B โดยเฉพาะ B5 ช่วยดึงน้ำเข้าสู่ผิวและฟื้นฟู skin barrier ให้กลับมาแข็งแรง นอกจากนี้วิตามิน A ก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน เพราะช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวให้เป็นไปอย่างปกติ

Q: หน้าแห้งกี่วันหาย?

A: หากดูแลได้อย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ อาการหน้าแห้งมักจะเริ่มดีขึ้นภายใน 5–7 วันค่ะ อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาอาจแตกต่างกันไปตามสภาพผิวของแต่ละคน ความรุนแรงของอาการ รวมถึงสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาด้วย หากดูแลแล้วยังไม่ดีขึ้นหลัง 1–2 สัปดาห์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินเพิ่มเติมค่ะ

Q: หน้าแห้งต้องทำหัตถการไหม?

A: ไม่จำเป็นเสมอไปค่ะ คนส่วนใหญ่สามารถแก้ปัญหาผิวแห้งได้ด้วยการปรับสกินแคร์และโภชนาการ แต่หากดูแลตัวเองมาระยะหนึ่งแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น หรือเป็นเรื้อรังและรุนแรง การทำหัตถการอย่าง โปรแกรม Rejuran หรือ โปรแกรม Skinvive รวมถึงโปรแกรมดริปวิตามิน อาจเป็นทางเลือกที่ช่วยฟื้นฟูผิวได้ในระดับที่ลึกกว่าค่ะ

Q: ดริปวิตามินผิวเห็นผลกี่วัน?

A: บางคนเริ่มรู้สึกว่าผิวดีขึ้นได้ภายใน 3–7 วันหลังดริปค่ะ แต่ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งสูตรวิตามินที่ใช้ สภาพผิวและร่างกายในขณะนั้น รวมถึงจำนวนครั้งที่ทำด้วย โดยทั่วไปแพทย์มักแนะนำให้ทำต่อเนื่องหลายครั้งเพื่อให้เห็นผลชัดเจนและยาวนานขึ้นค่ะ

Q: หน้าแห้งใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์อะไรดี?

A: ควรเลือกมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่มีส่วนผสมหลักอย่าง Hyaluronic Acid ที่ช่วยดึงน้ำเข้าสู่ผิว Ceramide ที่ช่วยซ่อม skin barrier และ Glycerin ที่ช่วยล็อกความชุ่มชื้นไว้ในผิวค่ะ นอกจากนี้ควรเลือกเนื้อครีมแบบ cream หรือ balm มากกว่า gel เพราะให้ความชุ่มชื้นได้หนักและยาวนานกว่าค่ะ

Q: หน้าแห้งลอกแต่งหน้าได้ไหม?

A: แนะนำให้หลีกเลี่ยงการแต่งหน้าในช่วงที่ผิวแห้งลอกก่อนค่ะ เพราะผลิตภัณฑ์แต่งหน้าบางชนิดอาจอุดตันรูขุมขนหรือทำให้ผิวระคายเคืองเพิ่มขึ้น รวมถึงการแต่งหน้าบนผิวที่ลอกเป็นขุยยังทำให้เครื่องสำอางติดไม่สม่ำเสมอ ควรรอให้ผิวฟื้นตัวกลับมาก่อนแล้วค่อยกลับมาแต่งหน้าตามปกติค่ะ

Q: ผิวแห้งต้องดื่มน้ำวันละเท่าไหร่?

A: ควรดื่มน้ำให้ได้ประมาณ 1.5–2 ลิตรต่อวันค่ะ การดื่มน้ำให้เพียงพอช่วยให้ร่างกายและผิวหนังได้รับความชุ่มชื้นจากภายใน ช่วยให้ผิวฟื้นตัวได้เร็วขึ้น และยังช่วยให้การทำงานของสกินแคร์และวิตามินที่ใช้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยค่ะ
MEGA CLINIC มี 5 สาขา ครอบคลุมพื้นที่สำคัญทั้งในกรุงเทพและปริมณฑล ได้แก่
  • คลินิกความงาม กรุงเทพมหานคร MEGA CLINIC สยามสแควร์
    BTS สยาม ตั้งอยู่ตรงลานโล่งข้างร้านอาหารอินเตอร์ จอดรถหน้าคลินิกได้
  • คลินิกความงาม นนทบุรี MEGA CLINIC เซ็นทรัลเวสต์เกต
    MRT ตลาดบางใหญ่ อยู่ในห้างเซ็นทรัลเวสต์เกต ชั้น 2 โซนเซ็นทรัล
  • คลินิกความงาม ลาดพร้าว MEGA CLINIC เซ็นทรัลลาดพร้าว
    BTS ห้าแยกลาดพร้าว/MRT พหลโยธิน อยู่ในห้างเซ็นทรัลลาดพร้าว ชั้น 9 ใช้ลิฟต์ประตู C
  • คลินิกความงาม รังสิต ปทุมธานี MEGA CLINIC ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต
    อยู่ในห้างฟิวเจอร์รังสิต ชั้น G ในโรบินสัน ข้างร้าน Watsons
  • คลินิกความงาม ปากน้ำ ศรีนครินทร์ MEGA CLINIC ปากน้ำ
    BTS ศรีนครินทร์ ติดบันไดทางออก 4 จอดรถหน้าคลินิกได้
หากใครที่มีต้องการมีผิวสุขภาพดีแต่ไม่รู้ว่าต้องทำอะไร สามารถจองคิวปรึกษาหมอได้ ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายที่ LINE Official: @megaclinic (มี @) หรือกดแอดไลน์ที่ปุ่มสีเขียวด้านล่างนี้ได้เลยค่ะ
แหล่งที่มาข้อมูลเพิ่มเติม:
8 Common Signs You’re Deficient in Vitamins and Minerals จาก healthline.com